Heart

ตา-สุรางคณา กับเส้นทางใหม่ที่ค้นพบ ในการสัมผัสความสุขทางธรรม

1 Mins read

ใครจะไปคิด ชีวิตที่บอกว่ามีแต่ความสุข มีแต่สนุกสนาน เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แวดล้อมไปด้วยคนเอาใจ หลงใหลในชื่อเสียง ดื่มเหล้าสูบบุหรี่จัด อย่าง ตา-สุรางคณา สุนทรพนาเวศ จะหันมาสนใจใฝ่ในธรรมะ ยอมละทิ้งชีวิตแห่งแสงสีไปอยู่ในจุดที่สุขสงบเพื่อที่จะค้นหาทางไปสู่นิพพาน วิถีแห่งพุทธทำให้เธอมีความสุขได้อย่างไร และอะไรเป็นเหตุให้เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้ไกลเช่นนี้ ไปฟังเรื่องราวของเธอด้วยกัน



ตา-สุรางคณา ถือเป็นอีกหนึ่งดารา-พิธีกรที่น่าสนใจ นอกจากความสามารถทางการแสดงแล้ว ความสวยก็ถือเป็นอันดับต้นๆของไทย มีตำแหน่งรองนางสาวไทย ปี 2534 เป็นเครื่องการัน ในด้านการเรียนก็แพ้ใคร หลังคว้าปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอแวะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนลัดฟ้าไปเรียนปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชันแนล ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอก พุทธเศรษฐศาสตร์ ที่อินเดีย

สตรีหน้าสวยใส ในชุดเรียบง่ายยิ้มทักทายเรา ก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยพร้อมบอกเรื่องของเธอว่า เมื่อครั้งเข้าวงการใหม่ๆใช้ชีวิตที่ไม่ได้คิดมาก เอาแค่สนุกไปวันๆ กินเหล้าสูบบุหรี่หนักมาก และด้วยชีวิตที่ทำงานหาเงินง่าย อยากได้อะไรก็ต้องได้  จนถึงวันที่เริ่มป่วยไปตรวจพบเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายแบ่งเซลล์ผิดปกติตั้งแต่เด็ก โอกาสที่คนจะเป็นมีเพียง 0.03 % ซี่งตาอยู่ในกลุ่มนี้

“ช็อกมาก ถามตัวเองตลอดว่าใช่เหรอ ใช่เหรอ เรายังสาว เรายังแข็งแรง เป็นไปได้อย่างไร แต่สุดท้ายมันคือใช้ ก็ต้องยอมรับให้ได้ โชคดีตอนเจอเป็นระยะแรก จึงเริ่มวางแผนการรักษา ตาต้องผ่าตัดที่หน้าท้องมันเจ็บข้างใน แผลที่ผ่ามันเชื่อมติดผนังปอดพอหายใจ ปอดก็มาบีบที่แผล เรียกว่าเจ็บปวดทุกลมหายใจเข้า-ออก  เจ็บขนาดต้องขอมอร์ฟีนหมอ ตรงนั้นทำให้ตาเข้าใจถึงสัจธรรมเลยว่า หลายคนเห็นใจแต่ไม่มีใครมาเจ็บกับเราด้วย ก็แปลว่าตายคนเดียว ทุกข์คนเดียว ช่วงนั้นนอนคิดตลอดว่าทำอย่างไรที่จะอยู่ต่อไปโดยไม่เจ็บ เข็ดแล้ว ไม่อยากเกิด ไม่อยากรับรู้ความรู้สึกแบบนี้”

ตา บอกว่าจุดนี้เองที่ทำให้เธอกลับมาคิดถึงความเป็นจริงและเริ่มต้นค้นหาคำตอบให้ตัวเอง ว่า ชีวิตทำอะไรอยู่? เราต้องการอะไร? ถ้าเราตายวินาทีนั้นเป็นมะเร็งแล้วตายไปแล้วเราไม่ได้เปลี่ยนแล้วนะ เรามีโอกาสแล้ว จะทำแบบเดิมเหรอ คงไม่ใช่  ตาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริงทำแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด พอมาทางธรรมก็ต้องรู้ให้หมด จึงเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง ไปฝึกสมาธิกับท่านโกเอ็นก้า รวมถึงคุณแม่สิริ ที่วัดผาณิตาราม ฯลฯ

“แรกๆทรมานมาก ไปฝีกสมาธิกับท่านโกเอ็นก้า จากคนที่พูดมากอย่างตาไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้พูดกับใครเลย ต้องมานั่งคุยกับมด กับไส้เดือน ดอกไม้ ใบไม้แทน แต่ผ่านนะคะใจสงบตาสงบมากขึ้น เริ่มรู้สึกเบื่อแสงสีเลยไปเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่น”

=====================================

หลังจบปริญญาโทกลับมา เธอก็เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น ที่ราชภัฏสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ก่อนย้ายไปสอนที่เชียงใหม่ ซึ่งที่นั่น ทำให้ได้ตาเรียนรู้และปฎิบัติธรรมะจากครูบาอาจารย์มากมาย อาทิ หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร “ธรรมะทำให้เราเห็นอะไรหลายอย่าง ตาเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีแต่ไม่แน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ตามประสาคนเชื่อยากชอบพิสูจน์ เลยคิดไปค้นหาที่อินเดีย ไปถึงก็ไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ที่วัดพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าอยากให้ตาอยู่ตรงนี้ต่อเพื่อเผยแผ่ธรรมะก็ขอให้ใบโพธิ์หล่นใส่ตัวตา ซึ่งตอนนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้น อธิษฐานยังไม่ทันขาดคำ ใบโพธิ์ก็ร่วงลงมากลางมือ

“สิ้นสงสัย” ยิ่งเมื่อไปที่กุสินาราวิหารปรินิพพานซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ตาก็น้ำตาร่วงหยุดไม่ได้ รู้สึกปีติผสมกับความเศร้าว่า “พระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ไปนานแล้ว แต่เรายังว่ายวนอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่ ตาไม่รู้ว่าเกิดกับคนอื่นหรือไม่ แต่เกิดขึ้นกับตาแล้วจริงๆ ทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาใน พุทธศาสนาของตามีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น”



ปฎิหาริย์ที่พบสร้างความศรัทธามากขึ้น อยากรู้ อยากเรียนเลยเรียนปริญญาเอกพุทธเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru University) “ก่อนไปตาขายรถ ขายบ้าน ทิ้งทุกอย่างไปเป็นนักศึกษาธรรมดาๆอีกครั้ง ไปอยู่ที่โน่นได้ใช้ชีวิตในหอพัก เป็นหอรวม ห้องน้ำรวม ต้องซักผ้าด้วยตัวเอง กินข้าวห่อ กินโรตีแทนข้าว ชีวิตแต่ละวันเหมือนได้ปฏิบัติธรรมได้เห็นตัวเองชัดๆว่า “ตา-สุรางคณา” ที่ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงมีคนรู้จักแต่ก็สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไรประเทศอินเดีย มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้จริงๆ”

=====================================

ทุกวันนี้ ตา-สุรางคณา ไม่เพียงแต่มีความสุขกับการสวดมนต์ ทำสมาธิมุ่งสู่ถนนสายนิพพานเพียงลำพัง หากแต่เธอยังอยากให้คนรอบข้างรับรู้และมีความสุขในแบบที่เธอเป็น โดยการพยายามบอกเล่าเรื่องธรรมมะให้คนรอบข้างได้รับรู้  รวมทั้งยังตั้ง “มูลนิธิสหธรรมมิก” จัดคอร์สอบรมด้านธรรมะ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

“ พอทำแล้วมันรู้สึกดีที่ได้ช่วยให้เค้าคลายทุกข์ ทุกคนมีความทุกข์เหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าใครจะจัดการกับมันยังไง บางคนจัดการได้ บางคนหาทางออกไม่ได้ถึงกับจะฆ่าตัวตายก็เยอะ ใครไม่มาเป็นตรงนี้ไม่รู้  มันทรมานมาก คอร์สธรรมะที่จัด ใครมาก็ได้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย แต่ละเดือนก็มีคนมาเยอะพอสมควร ยิ่งคนเยอะค่าใช้จ่ายก็เยอะไปด้วย แต่ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหา ตาเชื่อในเรื่องการให้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ทุกเดือนพอเงินขาด ตาก็จะทำงานเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิ ทุกครั้งจะมีคนเมตตาสนับสนุนงาน สนับสนุนกิจกรรมให้ไปต่อได้ ตรงนี้เป็นความปิติใจที่ตาได้ เคยมีคนห่วงว่าทำไมไม่เก็บเงินเก็บทอง ตากลับไม่ห่วงนะคะ ตาเชื่อว่ายิ่งเราไม่สะสม ตัวเราก็จะยิ่งเบาทุกวันนี้ตามีแค่กระเป๋าใบเดียวแต่ไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีอะไรต้องกังวลอะไรเลย ”

ด้วยเวลาที่จำกัด ก่อนจากกัน ตายังฝากข้อคิดถึงคนที่ติดตามเธอว่า คนเราทุกคนมีหน้าที่พยายามทำดี ทำหน้าที่ของตัวเอง สร้างประโยชน์ให้ตนเอง และผู้อื่นแค่นั้นก็สุขใจได้แล้ว

 

=====================================

ยังมี เรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างความสุขทางใจ และแนวคิดการมองโลกเชิงบวก อีกมากมาย ที่น่าสนใจ !!!!!!

สามารถลองคลิกไปดูเพิ่มเติมที่ คอลัมน์   HEARThttps://bit.ly/3egspfT  ได้นะคะ

=====================================
#สุขกายสบายใจ ในแง่มุมต่างๆของชีวิต

🌐 Website: https://sukguysabaijai.com
📌 Facebook Page: https://bit.ly/3bjDs5S
📸 IG : https://bit.ly/2zlRxCD
🐦 Twitter : https://bit.ly/3dtvNDB
🎬 Youtube : https://bit.ly/2L9tKsh

📩 ติดต่อประชาสัมพันธ์หรือลงโฆษณา —

💻 E-mail: [email protected]