Health Today

เตือน… รับมือ 6 โรคฮิต ที่มักมากับลมหนาว

1 Mins read

เตือน !!!!  รับมือ 6  โรคที่มากับลมหนาว  ถ้าคุณเริ่มสัมผัสถึงลมหนาว หรืออากาศที่เย็นลงกันแล้ว นั่นแปลว่า คุณต้องเริ่มระวังตัวเองกันแล้วค่ะ…. ในภาวะอากาศแบบนี้ มักทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ…. กรมควบคุมโรคจึงประกาศเตือน 6 โรคสำคัญ ที่มาพร้อมลมหนาวของทุกปี  คือ ไข้หวัด , ไข้หวัดใหญ่ , ปอดบวม , ไข้หัด , อุจจาระร่วง และไข้สุกใส  โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ที่ต้องระวังให้มาก…

วันนี้ สุขกาย สบายใจ เลยจะมาแนะนำเพื่อนๆ ให้ศึกษาเรื่องของอาการ และ การรักษา ของ โรคที่มากับลมหนาว เหล่านี้.. ไว้เป็นแนวทางป้องกัน ก่อนที่จะเกิดกับคนใกล้ชิด หรือแม้แต่ตัวเราเองค่ะ

1. ไข้หวัด …

จัดเป็นโรคที่สามารถเกิดได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่ในหน้าหนาว จะเป็นได้ง่ายและบ่อยขึ้น มากกว่าปกติถึง 2 เท่า ดังนั้น เราจะประมาทกับโรคธรรมมดานี้ไม่ได้ เพราะอาจกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ไปได้ง่าย ๆ ไข้หวัดนั้น เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ เชื้อที่พบง่ายคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” ทำให้เกิดอาการ คัดจมูก, น้ำมูกไหล, ไอจาม, คันคอ เป็นอาการนำ ก่อนจะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื่อยตามตัว

วิธีการรักษา โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการ พักผ่อนให้มาก ๆ , ดื่มน้ำให้บ่อย, เช็ดตัวทุกชั่วโมงเมื่อมีอาการตัวร้อน และทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนาน ก็ให้รีบพาไปแพทย์ เพื่อดูอาการต่อไป

=====================================

2. โรคไข้หวัดใหญ่ …

โรคนี้อาการจะคล้าย ๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่จะรุนแรงกว่า และอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากการติดเชื้อ ของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุคือ “อินฟลูเอ็นซาไวรัส” จะทำให้มีอาการ หนาวสั่น, ไข้ขึ้นสูง, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศรีษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการรักษา  คล้ายกับไข้หวัด คือ เมื่อเริ่มเป็น ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย, เช็ดตัวทุกชั่วโมง และทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้าไข้ขึ้นสูงเมื่อไหร่ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

=====================================

3. โรคปอดบวม …

โรคปอดบวม คือ ภาวะปอดอักเสบ จากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสที่มีมากเกินไป จนทำให้มีหนอง และสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม สาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม หรือการสำลักน้ำลาย เศษอาหาร และน้ำย่อย อาการเด่น ๆ คือ ไอ, จาม, มีเสมหะมาก, แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก, คัดจมูก แล้วเริ่มมีไข้สูงเกิน 2 วัน…. ซึ่งโรคปอดบวมมักจะพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง หรือในคนที่โรคหอบหืด พบบ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่ม คนชรา และเด็กเล็กอายุระหว่าง  5-10 ขวบ หรือต่ำกว่า

วิธีการรักษา  โรคนี้ค่อนข้างเรื้อรัง จึงต้องระมัดระวังในการรักษา หากไม่สบายต้องเฝ้าดูอาการ อย่างใกล้ชิด ควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่ย่อยง่าย และถ้าหากมีไข้ ตัวร้อนให้เช็ดตัวเรื่อย ๆ แล้วทานยาลดไข้เพื่อรักษาอาการ แต่หากไม่ดีขึ้น มีอาการซึม, ไข้สูง, ทานอาหารและน้ำไม่ได้, ไอ หายใจเร็ว, หายใจมีเสียง ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะนั่นคืออาการ ของโรคปอดบวมเริ่มแรก

=====================================

4. ไข้หัด …

ไข้หัด… เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า “รูบีโอราไวรัส” เป็น RNA ไวรัสที่พบได้มากในจมูก และลำคอของผู่ที่เป็น อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ก่อน แล้วจึงมีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกจะแดง ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วัน แล้วจึงขึ้นผื่นแดงที่หลังหู ก่อนจะลามไปหน้า และร่างกาย

ผื่นจะค่อย ๆ โตและมีสีเข้มขึ้น สังเกตได้ว่าก่อนหน้าที่เด็กจะเป็น จะมีตุ่มใส ๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกรามบน ซึ่งจะเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรค “หัด” เท่านั้น และจะขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม. พอผื่นออกได้ประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม, อุจจาระร่วง, สมองอักเสบ, และหูชั้นกลางอักเสบ

การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม รดกัน ช่วงเวลาเสี่ยงโรคนี้คือ “ฤดูหนาว” โดยเฉพาะในเดือนมกราคม จะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้คือ เด็กเล็ก และเด็กในวัยเรียน ช่วงอายุ 5 – 9 ขวบ

วิธีการรักษา ให้ทานยาลดไข้ รักษาตามอาการ และพาไปพบแพทย์ และไปตามนัดเสมอ เพื่อแพทย์ที่จะได้ติดตามรักษาอาการ ได้อย่างต่อเนื่อง

=====================================

5. โรคอุจจาระร่วง …

มีสาเหตุมาจาก “เชื้อโรต้าไวรัส” และมักพบในเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6- 12 เดือน เพราะเด็กในวัยนี้ กำลังเป็นวัยเรียนรู้ และชอบที่จะหยิบของทุกสิ่งเข้าปาก โดยที่เชื้อตัวนี้ จะแฝงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก มักจะพบได้มากในช่วง เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์

อาการของโรค คือเด็กจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ จะมีอาการไข้และอาเจียนร่วมด้วย มักมีก้นแดง โดยปกติแล้ว อาการถ่ายเหลวจะหายภายใน 3 – 7 วัน แต่ก็ยังต้องดูแลใกล้ชิด และสังเกตลักษณะ ของอุจจาระด้วยว่า มีเลือด หรือมูกเลือดปนออก มาด้วยหรือไม่ ถ้ามีปนออกมาแล้วมีอาการหวัดร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป

วิธีการรักษา หากถ่ายมาก ให้จิบสารละลายเกลือแร่ น้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ไปทั้งวันเพื่อรักษาอาการขาดน้ำ สังเกตง่าย ๆ คือเด็กจะเริ่มปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย ก็ในจิบโดยทันที แต่ถ้าเด็กไม่สามารถทานเกลือแร่ได้ ก็ต้องใช้เป็นการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน และอย่างดอาหาร เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกาย ขาดสารอาหารซ้ำเข้าไปอีก เพียงแต่เปลี่ยนอาหารมาเน้นจำพวกแป้งและโปรตีน ทีละน้อย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้ ส่วนเด็กที่ยังดื่มนมอยู่ ก็ให้ดื่มนมได้ตามปกติ

=====================================

6. ไข้สุกใส …

ไข้สุกใส.. เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ “วาริเซลลาไวรัส” หรือ “Human herpesvirus type 3” ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือสัมผัสของใช้ เช่น แก้วน้ำ, ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว, ผ้าห่ม, ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป พบมากในเด็กวัยเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป ในผู้ใหญ่จะพบได้น้อยกว่า มักจะเกิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ส่วนคนที่เคยเป็นแล้ว จะไม่กลับมาเป็นอีก

โรคสุกใสจะมาในช่วงปลายฤดูหนาว เดือนมกราคม – มีนาคม แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี อาการจะมีไข้ต่ำ, เบื่ออาหาร, ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการจะคล้าย ๆ ไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน แต่จะมีผื่น หรือตุ่มขึ้นตามมาทันที เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงก่อน แล้วก็จะกลายเป็นตุ่มน้ำใส ๆ และมีอาการคัน ต่อมาก็จะกลายเป็นหนอง ตุ่มจะขึ้นตามไรผม แล้วลุกลามไปยัง หน้า แขน ขา ลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นจนหมดทั้งตัว ภายใน 4 วัน หลังจากนั้น จะแห้งและตกสะเก็ดไปเองใน 5 – 10 วัน และอาการไข้ก็จะเริ่มค่อย ๆ ดีขึ้น

วิธีการรักษา ให้รักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ก็ให้ทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ให้หยุดพักจนกว่าจะหายดี และห้ามไปแคะ แกะเกา บริเวณตุ่ม เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลเป็นได้ โดยส่วนมากโรคนี้ ไม่ต้องไปพบแพทย์ เพราะจะมีอาการป่วยไม่นาน ไม่มีโรคแทรกซ้อน และจะอาการหายไปเอง

 

รับทราบข้อมูลเบื้องต้นของ  6 โรคยอดนิยม ซึ่งเป็น โรคที่มากับลมหนาว แล้ว… ก็อย่าลืมป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพกันนะคะ ทางป้องกันง่ายๆ คือออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ป่วย ที่ไม่สบาย แค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ป่าว

 

=====================================

ยังมี เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ และการดูแลตนเองให้ห่างโรคภัย อีกมากมาย ที่น่าสนใจ !!!!!!

สามารถลองคลิกไปดูเพิ่มเติมที่ คอลัมน์  Health Today https://bit.ly/3bWTG5n  ได้นะคะ

=====================================
#สุขกายสบายใจ ในแง่มุมต่างๆของชีวิต

🌐 Website: https://sukguysabaijai.com
📌 Facebook Page: https://bit.ly/3bjDs5S
📸 IG : https://bit.ly/2zlRxCD
🐦 Twitter : https://bit.ly/3dtvNDB
🎬 Youtube : https://bit.ly/2L9tKsh

📩 ติดต่อประชาสัมพันธ์หรือลงโฆษณา —

💻 E-mail: [email protected]